วันแม่เป็นเทศกาลส่งความสุข (ส.ค.ส.)แรก ของครึ่งปีหลัง สิ่งหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้สำหรับคนไทยคือการอวยพร ไม่ว่าเราจะเป็นผู้รับหรือผู้ให้ ปัจจุบันคนไทยนิยมมอบเป็นการ์ดอวยพร หรือบัตรอวยพรให้กับผู้มีพระคุณ เพราะเห็นว่าหาซื้อง่าย สะดวก ราคาก็ไม่แพง
บริษัทผู้ผลิตการ์ดอวยพรไทย ในปัจจุบันมีมากมายหลากหลาย แต่ที่เราคุ้นตามากที่สุดก็จะเป็น บริษัท คอร์เดียร์ดีไลท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตการ์ดอวยพรไทยมาช้านาน ในระดับแนวหน้าของไทย บริษัทตั้งมานานกว่า 25 ปี ทุกครั้งที่เราได้รับการ์ดอวยพรไทย หากเราพลิกดูชื่อผู้ผลิตด้านหลัง เรามักจะคุ้นตากับคำว่า Cordialcard อยู่บ่อยๆ
บริษัทเอง ยังได้รับลิขสิทธิ์เป็นผู้จัดจำหน่ายการ์ดอวยพร Hallmark อีกด้วย
สนใจสินค้า ดูตัวอย่างหลากหลายรูปแบบ สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.cordialcard.com
วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ประวัติบัตรอวยพรของไทย
กระดาษทรงสี่เหลี่ยมใบเล็กพร้อมกับคำอวยพรที่บรรจงเขียนให้กับคนเรารัก หรือให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ เมื่อผู้รับได้รับแล้วอ่านด้วยรอยยิ้ม ก็ทำให้เราซึ่งเป็นผู้ให้รู้สึกปลื้มปิติไปด้วย หลายท่านคงสงสัยว่า บัตรอวยพรของไทย มีต้นกำหนดตั้งแต่ปีไหน มีความเป็นมาอย่างไร เราไปศึกษาประวัติความเป็นมาได้เลยครับผม
ประวัติบัตรอวยพรของไทย
สำหรับบัตรอวยพรของไทยนั้น เราได้รับธรรมเนียมมาจากฝรั่ง เช่นเดียวกับการพิมพ์นามบัตร หรือพิมพ์การ์ดเชิญต่างๆ บัตรอวยพรที่เก่าแก่ที่สุด หรือแบบแรกที่สุด คือ บัตรอวยพรปีใหม่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงทำขึ้นเป็นพระองค์แรก เมื่อ 120 กว่าปีก่อน
บัตรอวยพรนอกจากนี้ได้แก่ บัตรอวยพรวันคริสต์มาส วันเกิด และ วันมงคลต่างๆ รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ติดต่อกับประเทศตะวันตก และเรียนรู้ขนบธรรมเนียมตลอดจนวิทยาการของชาวตะวันตกหลายๆอย่าง การส่งบัตรอวยพรของพระองค์นั้นเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใดยังไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่นอนชัดเจน แต่ได้มีสำเนาคำพระราชทานพรขึ้นปีใหม่ ( พ.ศ. 2409 ) ของพระองค์ ซึ่งพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษปรากฏอยู่ใน น.ส.พ. THE BANGKOK RECORDER ( ฉบับภาษาอังกฤษ ) ของหมอบรัดเลย์ แปลความได้ว่า ทรงขอส่งบัตรตีพิมพ์คำอวยพรนี้ถึงบรรดากงสุล เจ้าหน้าที่กงสุลชาติต่างๆ
และชาวต่างประเทศที่ทรงคุ้นเคยโดยทั่วถึงกัน
บัตรอวยพรในสมัยรัชกาลที่ 5 มีตัวอย่างในหอจดหมายเหตุแห่งชาตินับร้อยๆแผ่น เรียกว่ามากพอสมควร ซึ่งสามารถแยกออกเป็นประเภทต่างๆได้ 4 ประเภท คือ
ประเภทที่ 1 ใช้นามบัตรแผ่นเล็กๆ เป็น ส.ค.ส. นามบัตรที่ว่านี้จะเล็กกว่าปัจจุบันนี้เล็กน้อย ส่วนใหญ่จะมีแต่ชื่อไม่มีสถานที่ บางบัตรก็เป็นบัตรที่ใช้พิมพ์ บางบัตรก็ใช้ปากกาเขียนคำว่า ส.ค.ส ปีนั้น ปีนี้ลงไป
ประเภทที่ 2 จะใช้ ส.ค.ส. ที่ฝรั่งพิมพ์ขายอย่างสวยงาม บางแผ่นก็มีหลายชั้น สามารถยืดได้และพับได้
ประเภทที่ 3 ใช้กระดาษเปล่าเขียนคำอวยพร และเซ็นชื่อข้างท้ายคล้ายกับการเขียนจดหมาย เท่าที่พบจะเป็นคำถวายพระพรรัชกาลที่ 5 จากขุนนาง หรือจากเจ้านายชั้นสูง
ประเภท 4 จะใช้วิธีการอัดรูป หรือข้อความลงในกระดาษอัดรูป การอัดรูปทำ ส.ค.ส. นี้ ในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็มีการทำกันในราชสำนักในสมัยรัชกาลที่ 9 ก็เคยนิยมทำกัน
สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นสมัยที่เกิดคำว่า ส.ค.ศ. หรือ ส่งความศุข ขึ้น การส่ง ส.ค.ส. ในรัชสมัยนี้ นิยมส่งกันตั้งแต่ต้นๆ รัชกาล ช่วงเวลาที่ส่งก็คือช่วงเดือนเมษายน เพราะเราเคย ขึ้นปีใหม่ในเดือนนั้น ซึ่งแตกต่างจากของฝรั่ง ไทยเริ่มมาขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคม ตามอย่างฝรั่ง เมื่อ พ.ศ.2483
การส่งบัตร ส.ค.ส. หรือบัตรอวยพรของคนไทยได้รับความนิยมเรื่อยๆมา . . . จนถึงปัจจุบัน ในยุคปัจจุบันนี้ ส.ค.ส.ได้เปลี่ยนจากรูปแบบและลักษณะจากสมัยอดีต มาเป็น รูปวาด รูปถ่าย และรูปจากวัสดุสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ซึ่งจะมีสีสันสวยสด และมีรูปแบบหลากหลายมากยิ่งขึ้น
หมายเหตุ
1. โบราณที่สุดไทยยึดถือเอา วันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย (ระยะเดือนธันวาคม ) เป็นวันขึ้นปีใหม่ สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อ 300 ปีก่อน ก็ยังถือแบบนี้
2. ต่อมาจะเริ่มแต่เมื่อใดไม่ปรากฏ ไทยได้รับอิทธิพลของพราหมณ์ โดยยึดถือเอา วันขึ้น1 ค่ำ เดือน 5 ( ระยะเดือนเมษายน ) มาเป็นวันขึ้นปีใหม่แทน
3. เดิมเรายึดวันทางจันทรคติเป็นหลัก ซึ่งระบบแบบจันทรคติออกจะยุ่งยากในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯให้ประกาศพระบรมราชโองการ
กำหนดให้ใช้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ไปเสียเลย โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2432 เป็นต้นมา
4. ปี พ.ศ. 2483 ในสมัยรัชกาลที่ 8 ทางราชการได้ประกาศให้ใช้ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2483 เป็นวันขึ้นปีใหม่ ( แทนที่จะรอจนถึงวันที่ 1 เมษายน ซึ่งเป็นแบบเก่า ) ทั้งนี้โดยให้เหตุผลว่า จะได้ยกเลิกอิทธิพลพราหมณ์ และให้สอดคล้องกับประเพณีไทยโบราณ ที่มีการยึดถือช่วง เดือนอ้าย ( ใกล้ถึงเดือนมกราคม ) เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งเราก็ได้ยึดหลักเกณฑ์นี้จนถึงปัจจุบัน และเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับสากลอีกด้วย .
อ้างอิงบทความจาก : http://www.lib.ru.ac.th/journal/congratulationcard.html
อ้างอิงบัตรอวยพรจาก: http://www.cordialcard.com
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


